วิเคราะห์หลังเกม

ชัยชนะของ มูรินโญ่ วิเคราะห์หลังเกม พรีเมียร์ลีก แมนยู สเปอร์ส 1-1

เกมบิ๊กแมตช์ พรีเมียร์ลีก ระหว่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการเสมอกัน 1-1 แบบที่น่าเสียดายทั้งสองฝ่าย วันนี้ ผมเลยจะมา วิเคราะห์หลังเกม ให้อ่านกันว่า ทำไมเกมนัดนี้ถึงเหมือนเป็นชัยชนะของ มูรินโญ่


วิเคราะห์หลังเกม ฝ่ายไหนควรเก็บชัยในเกมนี้

สำหรับฝ่ายเจ้าบ้าน น่าเสียดายที่ถูกตีเสมอไม่สามารถปิดเกมด้วย 3 คะแนนได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็เสียดายที่ไม่สามารถบวกประตูที่สองได้ ในช่วงเวลาท้ายเกม

แต่ในเกมดังกล่าว มีบุคคลหนึ่งที่สามารถเก็บชัยชนะให้ตัวเองได้ นั่นก็คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้เป็นกุนซือของ “ไก่เดือยทอง” เหตุผลคืออะไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง…

 

วิเคราะห์ความพร้อม  11 ตัวจริงของผู้เล่นทั้งสองทีม

เกมนี้ ทาง แมนฯ ยูไนเต็ด นำโดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา วางผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม โดยยังคงให้ ปอล ป็อกบา เป็นตัวสำรอง แล้วส่ง เฟร็ด ที่ก่อนหน้านี้ฟอร์มดีสุดๆ เล่นร่วมกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์

แนวรุกใช้ตัวความเร็วที่เล่นร่วมกันมาตลอด มาร์คัส แรชฟอร์ด, แดเนี่ยล เจมส์ และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดยมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นเพลย์เมคเกอร์

ขณะที่ สเปอร์ส ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการจับ เอริค ดายเออร์ เป็นตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คู่กับ ดาวิซอน ซานเชซ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสงสัยมากๆ ก่อนเกมเริ่ม

เพราะในม้านั่งสำรอง ก็มีทั้ง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แยน แฟร์ต็องเก้น ที่เป็นเซนเตอร์อาชีพอยู่ แต่ทาง มูรินโญ่ ก็ไม่ได้ตัดสินใจเลือกใช้งาน

 

รูปเกมในครึ่งแรก ใครได้เปรียบเสียเปรียบ

รูปเกมในครึ่งแรก ทีมเยือนนั้นดูเหนือกว่านะครับ ครองเกมได้มากกว่า แต่มีโอกาสยิงไม่ได้เยอะมาก ขณะที่ สเปอร์ส นั้นรอจังหวะและโอกาสเน้นๆ เพื่อปิดบัญชี

หลังจากที่เกมก่อนหน้านั้น การดวลกันระหว่าว มูรินโญ่ และ โซลชา ผลปรากฏว่ากุนซือชาวนอร์เวย์ นั้นสามารถเอาชนะไปได้ 2-1 ครั้งนี้ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ทำให้เห็นว่าเขายังไม่ได้เป็นกุนซือที่ตกยุค และยังมีความสามารถในการคุมทีม

เขาเอาผู้เล่นตัวใหญ่ ลงสนามถึง 6 ตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่หลังไปจนถึงกองกลาง นั่นทำให้แดนหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีแต่นักเตะสไตล์พริ้วไหว และรูปร่างค่อนไปทางเล็กบาง ไม่สามารถเก็บบอลอยู่กับตัวได้นาน

 

ข้อแตกต่าง ของทั้งสองทีม

ข้อเสียของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีมาตั้งแต่ยุคของ มูรินโญ่ คือการรับส่งบอลที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาถูกคู่แข่งไล่เพรสซิ่งแบบบีบพื้นที่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงเอาชนะ วูล์ฟ ได้เพียงแค่เกมเดียว จาก 7 นัดหลังสุดที่เจอกัน และแพ้ไปถึง 2 นัด

นั่นก็เพราะ วูล์ฟ เล่นแบบบีบพื้นที่ ยืนตำแหน่งเกมรับอย่างเหนียวแน่น และไม่เปิดช่องให้คู่แข่งวิ่งได้มากนัก สเปอร์ส ในเกมนี้เองก็เล่นแบบนั้นเช่นกัน

เอริค ดายเออร์ ตามเข้าสกัดใส่ มาร์กซิยาล ตลอดเวลา ทำให้ตลอดเกมเราแทบจะไม่ได้เห็นเขาครองบอลเลย จังหวะที่ยิงด้วยเท้าซ้าย แล้วถูกเซฟที่สุดยอดของ อูโก้ โยริส นั่นเป็นช็อตเดียวที่จดจำสำหรับเขา

เกมทางขวาบอดสนิท แฮร์รี่ วิงค์ส เล่นร่วมกับ เบน เดวิส ไล่ตั๊นใส่ แดเนี่ยล เจมส์ จนไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ขณะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องเกมบุกอยู่แล้ว

ฝั่งซ้าย แรชฟอร์ด ถือว่าทำได้ดีนะครับ แต่ก็เข้าใจว่า ด้วยความที่เจ้าตัวนั้นเพิ่งหายเจ็บมา และพักไปนาน ทำให้จังหวะสุดท้ายมันเลยตะกุกตะกักเสียหน่อย

 

จุดสร้างความแตกต่าง

สุดท้ายทีมเยือนก็มาโดนทีเด็ดในความเร็วของ สตีเว่น เบิร์กไวน์ เล่นงาน ลูกนี้ต้องบอกเลยว่าความผิดพลาด นั้นเกิดจาก กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง แม็คไกวร์ และมาตรฐานที่ตกลงไปของ ดาบิด เด เคอา นะครับ

แน่นอนว่าเซ็นเตอร์กัปตันทีม รับผิดชอบไปเต็มๆ กับการปล่อยให้แข้งชาวดัชต์ เลี้ยงตัดเข้าในดื้อๆ แถมยังตามไม่ทันอีกต่างหาก

ส่วน เด เคอา จริงๆ มันไม่ได้เป็นความผิดของเขาหรอกครับ ลูกยิงแรง และยังเป็นการดวลตัวต่อตัว ได้ง้างแบบเต็มๆ ขนาดนั้น โอกาสเข้าประตูมันมีสูงอยู่แล้ว เพียงแต่…ลองคิดกันเล่นๆ ว่าถ้าเป็น เด เคอา ในช่วงที่พีคๆ เมื่อ 3-4 ปีก่อน จะเซฟลูกนี้ได้หรือไม่

สำหรับผมมองว่าได้นะครับ ลูกนี้ เบิร์กไวน์ ยิงไม่ห่างตัวเลย และถ้าเป็นมือกาวระดับตัวจริงทีมชาติสเปน ถ้าเป็นยุคนั้นอาจจะได้เห็นการใช้ขาเซฟ หรือถ้าชกบอล ก็คงจะชกไปด้านหน้าหรือด้านข้างมากกว่า

แต่ก็อย่างที่บอก ไปโทษเขาไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ควรถูกตำหนิ คือคนที่ปล่อยให้คู่แข่งเข้ามายิงมากกว่า นอกจาก แม็คไกวร์ แล้ว อีกคนหนึ่งที่หลุดตำแหน่งนั่นคือ ลุค ชอว์ ที่เติมริมเส้นไป แล้วลงไม่ทัน

ส่วน วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ นั้นไม่ผิดเลยนะครับ ไม่เหมือนที่เพจใหญ่บางเพจได้บอกไว้ เพราะเขาต้องประคองในตำแหน่งเซ็นเตอร์ตัวขวา ซึ่งมี แฮร์รี่ เคน วิ่งตามมาด้วย ถ้าเข้าไปซ้อนได้เร็ว ปีกตัวจี๊ด ก็อาจจะจ่ายให้ เคน ซัดไปแล้วก็ได้

นักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้

นักเตะอีกหนึ่งคนที่ต้องชื่นชมมากๆ ในช่วงครึ่งหลัง นั่นคือ มุสซ่า ซิสโซโก้ เขาสามารถสกัดบอลสำคัญๆ ได้บ่อยครั้ง และยังทำฟาวล์ตัดเกมเอาไว้ได้ตลอดในพื้นที่กลางสนาม

ต้นเกม คู่มิดฟิลด์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด นั้นเล่นได้ค่อนข้างดี แต่พอเวลาผ่านไป พวกเขากลับพ่ายแพ้ให้กับคู่กลางของเจ้าถิ่น จนไม่สามารถครองเกมแดนกลางได้เลย

เกมนี้ ต้องชื่นชม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นะครับ เขาสามารถแก้เกมได้ดี ถูกจุด เปลี่ยนตัวลงมาได้ถูกต้องทุกอย่างไม่มีพลาด ใครที่บอกว่าควรรีบเอา ป็อกบา ลงตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง ความเป็นจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ

หนึ่งเลยคือทีมไม่ได้แย่ถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่ง รูปเกมก็ยังถือว่าดูดี ประตูก็ตามหลังอยู่เพียงลูกเดียว คนเป็นกุนซือ ก็ต้องการที่ตะปรับเปลี่ยนแท็กติกเสียก่อน ให้นักเตะที่ซ้อมกันมาเล่นร่วมกัน เมื่อผ่านไปสัก 10-15 นาที หากยังไม่ดีขึ้น ค่อยเปลี่ยนตัว นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

แม้สกอร์เสมอ แต่ผู้ชนะในเกมนี้ คือ

แต่สุดท้าย ในเกมนี้ ผู้ชนะคือ มูรินโญ่ นะครับ เขาสามารถล้างแค้นทีมเก่าได้สำเร็จ ปรับเปลี่ยนแท็กติก และใช้ฟุตบอลสไตล์ตัวเอง เอาชนะแท็กติกของ โซลชา ได้สำเร็จ ถ้าไม่ได้ ป็อกบา ลงมาเรียกจุดโทษ อาจจะได้ 3 คะแนนไปแล้วด้วยซ้ำ

โซลชา ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกครับ เพียงแต่ก็น่าเสียดาย หากเขาเลือกใช้ อิกาโล่ ลงเล่นเป็นตัวจริง มูรินโญ่ อาจจะปวดหัวหนักกว่านี้ได้ เพราะแข้งชาวไนจีเรีย เป็นนักเตะที่ตัวใหญ่ ชนได้ เก็บบอลได้ดี เกมที่เตรียมมาของโค้ชแดนฝอยทอง อาจจะพังไม่เป็นท่า

ฉะนั้นถือว่าเกมนี้ ผู้ที่ได้รับชัยชนะคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่มีเหนือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือทีมคู่แข่ง และสโมสรเก่าที่ไล่เขาออกมา เห็นการแก้แค้นที่ทำการบ้านมาได้อย่างดีมากๆ เพียงแต่มันน่าเสียดายสำหรับทาง ท็อตแน่ม ที่ไม่ได้ 3 คะแนนเท่านั้น


ก็จบไปแล้วนะครับ สำหรับการ วิเคราะห์หลังเกม พรีเมียร์ลีก ใครอยากอ่าน ข่าวบอล ดีๆ แบบนี้อีกก็อย่าลืมติดตามอ่าน รีวิวเกมคาสิโน ในเว็บเราได้ทุกอาทิตย์นะครับ