แมนยู vs เชลซี

บทวิเคราะห์หลังเกมเจ๊าโนสกอร์ของ แมนยู vs เชลซี

โปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกคู่บิ๊กแมตซ์ แมนยู vs เชลซี โดยผีแดงเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับการมาเยือนของสิงห็บลู  ผลปรากฏว่าจบลงไปแบบไม่มีสกอร์ทั้งสองฝ่าย 0-0 มีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นในเกมนี้บ้าง ไปอ่าน บทวิเคราะห์ นี้กันได้เลย

 

วิเคราะห์หลังเกม แมนยู vs เชลซี

การแข่งขันแมตซ์ดังกล่าว ทั้งสองทีมถือว่ามาด้วยสภาพทีมที่สมบูรณ์พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชลซี ที่ตัวเจ็บต่างๆ เริ่มทะยอยกลับมากันหมดแล้วส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จะขาดผู้เล่นบางราย โดยจะมี อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ติดโทษแบน ขณะที่ตัวบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นพวกสำรอง และนี่คือสิ่งที่ได้เห็นในเกมเจ๊าจืด 0-0 ระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสองทีม

 

11 ผู้เล่นตัวจริง แมนยู vs เชลซี

เจ้าถิ่นนำโดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ใส่ 11 ผู้เล่นตัวจริงชุดเดียวกับที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เลย แนวรุกยังคงไว้วางใจ ฆวน มาต้า และ แดเนี่ยล เจมส์ ลงขนาบข้างกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ขณะที่ข่าวดีคือการมี เอดินสัน คาวานี่ อยู่บนม้านั่งสำรอง เช่นเดียวกับ เมสัน กรีนวู้ด ที่ โซลชา ยืนยันว่าบาดเจ็บ ไม่ได้เป็นการทำโทษเรื่องของวินัยในการมาซ้อมสายแต่อย่างใด โดยกุนซือชาวนอร์เวย์ ยืนยันว่าดาวรุ่งของทีมรายนี้ ไม่ได้เป็นพวกวินัยแย่อะไร

ด้าน เชลซี ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เลือกวางระบบ 3-4-3 ตัด เมสัน เมานท์ ไปนั่งสำรอง โดยส่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เพิ่มมาอีกหนึ่งตัวเป็น ติอาโก้ ซิลวา, เชซาร์ อัสปิลิกวยต้า และ เคิร์ท ซูม่า กองกลางมี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จับคู่กับ จอร์จินโญ่ แบ็กขวา รีซ เจมส์ ซ้าย เบน ชิลเวลล์

ข้างหน้าใช้ คริสเตียน พูลิซิช เล่นร่วมกับ ไค ฮาเวิร์ตซ์ และ ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ เกป้า ผู้รักษาประตูอดีตมือหนึ่ง ไม่มีชื่อเป็นตัวสำรอง โดยมีรายงานว่าเจ้าตัวนั้นบาดเจ็บ

 

ช่วงต้นเกม ครึ่งแรก

ช่วงเริ่มเกมเล่นกันเหมือนมวยยกแรก ต่างฝ่ายต่างยังไม่บุ่มบ่ามเข้าทำเกมบุกกันอย่างเข้มข้นกันสักเท่าไหร่ เน้นต่อบอลกันอย่างแม่นยำ ซึ่งกลายเป็น เชลซี ที่แม่นกว่า จึงได้ครองบอลเยอะกว่า

โอกาสยิงมีไม่มากทั้งคู่ เพราะส่วนใหญ่เป็นการชิงจังหวะกันในแดนกลาง ต่างฝ่ายพยายามบีบคู่แข่งให้เล่นยาก ซึ่งฝ่ายที่ได้ครองบอล ก็จะเลือกจ่ายคืนหลังอย่างปลอดภัย เล่นแบบระมัดระวังตัว

โอกาสที่ได้ลุ้นสุดๆ ในช่วงครึ่งแรก เกิดขึ้นทางฝั่งเจ้าถิ่น แมนฯ ยู การหลุดเดี่ยวของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทางฝั่งขวา เข้าไปยิง จุดนี้น่าสนใจนะครับ เอดูอาร์ เมนดี้ ถือว่าออกมาจากปากประตูค่อนข้างมาก แต่มันไม่ค่อยจะเป็นการออกมาเพื่อปิดมุมสักเท่าไหร่ เพราะ แรช ได้บอลเยื้องมากลางประตูเพียงนิดหน่อยเท่านั้น

แต่กลายเป็นดีเมื่อการเซฟของเขานั้นทำได้ดี ล้มตัวลงใช้ขาบล็อกลูกยิงไปทางเสาไกลของกองหน้าคู่แข่ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเกิดเป็นกองหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่ แรชฟอร์ด เป็นศูนย์หน้าที่มีเทคนิคการยิงที่หลากหลายกว่านี้ มันอาจจะเป็นประตูก็ได้

นอกจากนั้นยังมีลูกยิงของ ฆวน มาต้า ที่ปั่นไปเสาไกล ก็เป็น เมนดี้ ที่พุ่งไปเซฟได้อย่างสวยงาม เมื่อนายทวารป้ายแดงของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เซฟได้ ก็กลายเป็นเครดิตที่ยอดเยี่ยมของเขาไป

 

ช่วงท้ายเกมครึ่งหลัง

ครึ่งหลังรูปเกมยังคงเหมือนเดิม แต่ แมนฯ ยู เป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่าในครึ่งแรกอยู่เล็กน้อย แต่เปอร์เซนต์ก็ยังเป็นรอง เชลซี อยู่ดีในช่วงต้น และแล้ว โซลชา เลือกเปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 58 ด้วยการส่ง ปอล ป็อกบา และ เอดินสัน คาวานี่ ลงสนาม ถอด แดเนี่ยล เจมส์ และ มาต้า ออก

ซึ่งลงไม่กี่นาทีก็ได้เรื่องเลย โอกาสสัมผัสบอลครั้งแรกของกองหน้าชาวอุรุกวัย ด้วยการเปิดของ บรูโน่ แฟร์นันเดส เจ้าตัวเลือกใช้เท้าขวาดีดบอลที่เสาแรก บอลหลุดกรอบเข้าข้างตาข่ายแบบหวุดหวิด นี่คือจุดที่ต่างกันมาก เมื่อทีมนั้นไม่มีกองหน้า กับการมีผู้เล่นอย่าง คาวานี่ อยู่ในสนาม

จังหวะที่น่าจะได้ประตูที่สุด เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม โดยมีลูกยิงของ คาวานี่ ที่ถูก ติอาโก้ ซิลวา อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง บล็อกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งถ้าตามมาไม่ทัน บอกเลยว่าโอกาสเป็นประตูสูงมาก

อีกจังหวะหนึ่งเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+1 มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ปั่นหน้ากรอบเขตโทษ บอลผ่านผู้เล่น เชลซี ไปแล้วประมาณ 2-3 คน ลูกโค้งจะมุดเข้าเสาอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่า เอดูอาร์ เมนดี้ ก็ยังสามารถเซฟเอาไว้ได้อีกครั้ง จบเกมเสมอกันไป 0-0 พร้อมรับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปเลยในเกมนี้

เชื่อว่าลูกยิงของ แรชฟอร์ด ถ้าในสนามผู้รักษาประตูเป็น เกป้า เฝ้าเสา อาจจะไม่จบด้วยสกอร์ 0-0 ก็เป็นได้

 

ผลการแข่งขันจบลงแบบโนสกอร์ของ แมนยู vs เชลซี

รายละเอียดของเกม จุดที่น่าสนใจอยู่ในหลายๆ ที่นะครับ หนึ่งเลยคือการเลือกเปลี่ยนตัวของ โซลชา ที่ส่ง 2 ตัวแรกมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 58 ซึ่งนานๆ ทีเราจะเห็นว่าเขามักจะเปลี่ยนตัวช้า จนแฟนบอลบ่นประจำ

ก่อนจะเปลี่ยนคนที่สามเป็น เมสัน กรีนวู้ด ที่ลงมาแทน สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งก็ถือเป็นการเปลี่ยนตัวที่ถูกต้องแล้วนะครับ แต่แน่นอน โซลชา ก็ไม่วายโดนด่าอยู่ดี

เหตุคือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ไม่ได้ลงสนามในเกมนี้ พร้อมกับโยนแพะไปที่ แดเนี่ยล เจมส์ ที่เล่นได้แย่ที่สุดในสนาม ซึ่งเอาจริงๆ แล้วในเรื่องของระบบ มันก็เข้าใจได้ที่จะส่งเอา เจมส์ ลงเล่น เพราะเขาเป็นปีกซ้าย

การจะให้ ฟาน เดอ เบ็ค ลงสนามในตำแหน่งตัวริมเส้น เหมือนเกมที่เจอกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงท้าย มันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มันไม่ใช่การดำเนินแผนงานตั้งแต่นาทีที่ 1 ของเกม ไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ แม้ว่าเขาจะเล่นได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่เขาจะมีศักยภาพที่ดีที่สุด

 

สรุปหลังแมตซ์ แมนยู vs เชลซี

เกมรับของ เชลซี เหนียวแน่นมากนะครับ นี่เป็นเกมที่ 3 ในรอบ 4 นัดหลังสุด ที่พวกเขาสามารถเก็บคลีนชีทได้ โดยเป็นการเสมอกับ เซบีย่า 0-0 เมื่อกลางสัปดาห์ และเปิดบ้านเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0

แต่ปัญหากลับไปโผล่ที่เกมรุก เพราะนี่ถือเป็นเกมที่สองติดต่อกันแล้ว ที่ เชลซี ยิงคู่แข่งไม่ได้ ประตูล่าสุดทีมทำได้ในนาทีที่ 59 ของเกมที่เสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 เท่ากับว่าพวกเขายิงประตูใครไม่ได้มาแล้ว 210 นาทีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องเข้าใจได้แหละครับ ทีมที่ เชลซี และ แลมพาร์ด ต้องดวลด้วยคือ เซบีย่า กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้เป็นสโมสรที่ชื่อชั้นเป็นรองพวกเขา ฉะนั้นการยิงไม่ได้มันเป็นเรื่องธรรมดา

เอดินสัน คาวานี่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะที่มีประโยชน์มากๆ สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ปัญหาในเกมรุกของทีม จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้นเราทีมยังไม่มีปีกขวาดีๆ หรอกครับ การไม่มีหน้าเป้าอยู่ในสนามนั่นแหละ ที่เป็นเรื่องสำคัญ

ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริงที่ทีมขาดเพลย์เมคเกอร์ ซึ่งตอนนี้มีตัวปั้นเกมมากมาย แต่คนที่จะไปค้ำด้านหน้าต่างหากที่มันหายไป มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล นั้นทำไม่ได้

เชื่อว่าถ้าเขาได้ลงสนามมากกว่านี้ และต่อเนื่อง เล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น ประตูแรกในสีเสื้อ ยูไนเต็ด นั้นอยู่อีกไม่ไกลอย่างแน่นอน

นอกจาก เอดูอาร์ เมนดี้ ที่โดดเด่นกับการเซฟลูกยิงเจ้าถิ่น จนได้รางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปแล้ว แต่อีกหนึ่งคนที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เลยคือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้

แข้งชาวฝรั่งเศส ตามประกบติด บรูโน่ ในแดนกลางตลอด ทำให้เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งนั้นไม่สามารถเจาะกำลังแข็งแกร่งของ เชลซี ได้เลย เพราะนอกจากจะหันมาเจอ ก็องเต้ แล้ว ก็ยังโดนคนอื่นเข้ามาช่วยเบียด กลายเป็น 2 รุม 1 ทำให้เขาต้องรีบออกบอลเร็ว ไม่มีเวลาที่จะหาเพื่อนเพื่อจ่ายบอลสวยๆ ได้มากเท่าไหร่

ถือเป็นตัวปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง เพราะการเข้าประกบ บรูโน่ แบบนั้น มันยิ่งทำให้กองหลังของพวกเขา ก็มีภาระที่เบาลงด้วยเช่นกัน

 

จุดอ่อนที่ทั้ง 2 ทีมต้องเร่งแก้ไข

มาดูเรื่องของข้อเสียกันบ้าง แมนฯ ยูไนเต็ด วันนี้โดยรวมถือว่าดีเลยนะครับ แม้ว่าจะไม่ชนะ แต่เป็นเกม 0-0 ที่เล่นกันได้อย่างดี ซึ่งถ้าถามว่าจุดไหนบ้างล่ะที่ผิดพลาด ก็คงจะมีอยู่ไม่กี่จุด

อย่างแรกเลยคือจังหวะการจบสกอร์ของ แรชฟอร์ด ที่ยังไม่มีมาตรฐาน เรียกได้ว่านึกจะยิงเข้าก็เข้า ถ้าวันไหนไม่เข้า ยิงยังไงก็ไม่เข้ากรอบ เจ้าตัวไม่ได้มีทักษะการยิงประตูที่หลากหลาย ส่วนใหญ่ลูกทำประตูก็จะเป็นประเภทคล้ายๆ กันทั้งหมด คือยิงบอลเรียด เต็มข้อ

อย่างในโอกาสคร้งแรงของเขา ลองคิดดูว่า เมนดี้ ออกมาขนาดนั้น ถ้าเป็นนักเตะเทคนิคสูง อาจจะเลือกยิงคนละมุมกับ แรชฟอร์ด ก็ได้ ดีไม่ดีจะชิพข้ามหัวคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ

อีกหนึ่งเรื่อง คงจะเป็นเรื่องของการเปิดบอล แบ็กขวาแบ็กซ้ายทั้งสองฝั่งยังเปิดบอลกันได้ไม่ดี แม้ว่าจะมี คาวานี่ ยืนเป็นกองหน้า ถ้าบอลครอสจากด้านข้างมาไม่ถึง มันก็เป็นจุดบอดที่เกิดขึ้นหนึ่งอย่างเลย

มาว่ากันถึงเหตุการณ์จุดโทษกันดีกว่า เป็นจังหวะเปิดฟรีคิกของ เชลซี บอลจะได้โหม่งโดย อัสปิลิกวยต้า ซึ่งก็จะเป็นโอกาสในการทำประตูเลยทีเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าเขาถูก แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กอดเอาไว้ แล้วโหม่งแทน

ซึ่งว่ากันตามตรง มันเป็นการทำฟาวล์นะครับ จังหวะอย่างนี้ วีเออาร์ สามารถให้ย้อนหลังได้เลย แต่ปัญหาคือ ลูกฟาวล์แบบนี้ พรีเมียร์ลีก ไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ มันเป็นแบบนี้มาสักระยะแล้วนะครับ

เปรียบเทียบให้เห็นชัดไปอีกคือ วีเออาร์ กลับเลือกดูจังหวะที่ แรชฟอร์ด โดน ติอาโก้ ซิลวา เตะตรงแถวเส้น 18 หลา ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะเป็นการเตะโดนจริง แต่ในมุมมองผม มันเบามากเลยถ้าจะให้จุดโทษ


แต่นั่นแหละครับ กลายเป็นว่าผู้ตัดสินไปเลือกดูวีเออาร์จังหวะของ แรชฟอร์ด โดยไม่ได้สนใจเคสของ อัสปิลิกวยต้า เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหลังจากนั้น ก็มีจังหวะที่ ซูม่า ถูกดึงขณะที่กำลังกระโดดโหม่งเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีการว่าอะไรของกรรมการ มาร์ติน แอตกินสัน และหัวหน้าห้องวีเออาร์ สจ๊วร์ต แอ็ตเวลล์

มันเลยกลายเป็นความโชคร้ายของ เชลซี และเป็นความโชคดีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งบอกเลยว่าถ้าคู่นี้ เหตุการณ์อย่างนี้ ไปเกิดขึ้นที่ กัลโช่ เซเรีย อา หรือ ลาลีกา สเปน อาจจะโดนจุดโทษไปแล้ว

พบกับบทความ ข่าวฟุตบอลล่าสุด อย่างเรื่อง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ต vs เชลซี แบบนี้ได้ใหม่ในอาทิตย์หน้า แล้วเจอกันครับ