เจอร์เกน คล็อปป์

เจอร์เก้น คล็อปป์ โคตรกุนซือหงส์แดง ผู้มากับรอยยิ้มปีศาจ

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก – ใครสักคนที่โดดเด่นทั้ง คาแร็คเตอร์ และ แท็คติก , แพชชั่นที่ล้นทะลักเพราะเก็บอาการไม่อยู่ และรอยยิ้มกว้างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ที่แทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่ 30 ปีที่รอคอยกันมา และการปลดแอกคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ มันไม่ควรมีคำถามอีกแล้วว่า ลิเวอร์พูล ควรจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดีหรือไม่ ?

ถ้าจะให้ดีๆ กับการตลาดสักหน่อย พวกเขาควรจะสร้างมัน และทำป้ายสลักขนาดใหญ่ที่มีข้อความกำกับว่า “From Doubter to Believer” ไว้ที่ตรงฐานของรูปปั้นเลยด้วยซ้ำ

นันคงจะเป็นแลนมาร์คใหม่ที่น่าเข้าไปถ่ายรูปเช็คอินพอตัวสำหรับแฟนบอลและนักท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ นี่ไม่ใช่แค่กิมมิคที่ คล็อปป์ แค่หลับหูหลับตา “แอ็คอาร์ท” พูดเอาเท่ๆ แต่เขาคือคนที่ทำมันได้ตามนั้นจริง

“เราต้องเปลี่ยนทุกคนที่เคยสูญสิ้นศรัทธาในตัวเรา ให้กลับมาเชื่อในตัวเรากันอีกครั้ง” และถ้าหากทำได้ มันจะคือสิ่งที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ทรงพลังที่สุดยิ่งกว่าสมรรถภาพกล้ามเนื้อหรือพรสวรรค์ใดๆ

จากทีมอันดับ 10 ในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สู่ทีมที่กวาดทั้งแชมป์ยุโรป , ซูเปอร์คัพ , ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และบัลลังค์สุดปรารถนาที่ไม่เคยมีอดีตกุนซือ “หงส์แดง” คนไหนเคยก้าวไปถึงอย่าง แชมป์ พรีเมียร์ลีก

มันเป็น 5 ปีที่แสนรื่นรมย์ แต่ภายใต้รายละเอียดของการผจญภัยครั้งนี้ คล็อปป์ ต้องอดทนรอคอยผลลัพธ์อย่างใจเย็น และต้องต่อสู้กับแรงกดดันถาโถมมากมายจากทั้งภายนอกและจากตัวของเขาเอง

ที่มาความสำเร็จของ คล็อปป์ ไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น เขามีความล้มเหลวในชีวิตมามากพอๆ กับจำนวนถ้วยแชมป์ เขาล้มเหลวจนเคยชิน และมันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ก่อนเขามาอยู่ ลิเวอร์พูล

1 ในโค้ชที่ผ่านการคว้ารองแชมป์มาครองมากที่สุด คล็อปป์ เป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ ที่หลายครั้งก็ทำผิดพลาด แต่ชีวิตคนมันก็แบบนี้

ก็คงเหมือนกับที่ ร็อคกี้ บาลบัว มือกำปั้นตัวละครเอกในหนังโปรดของเขาเรื่อง ร็อคกี้ เคยกล่าวเอาไว้ในฉากสะเทือนใจภาค 6

“ไม่ว่านาย หรือใครทุกคนในโลกใบนี้ ต่างก็ต้องสู้ถวายหัวกันทั้งนั้น เฉกเช่นเดียวกับชีวิต แต่มันไม่สำคัญว่าหมัดนายหนักขนาดไหน มันสำคัญที่ว่านายพร้อมจะโดนหมัดหนักแค่ไหน แล้วยังคงลุกเดินต่อได้ นายยังพร้อมเจ็บได้อีกเท่าไร แล้วก็พร้อมจะลุกขึ้นเดินต่อไปอีก นั่นต่างหากคือเคล็ดลับของการเป็นผู้ชนะ”

รสชาติที่หอมหวานของการเป็น เจอร์เก้น คล็อปป์ ถือกำเนิดให้โลกได้ชื่นชมได้ ก็เพราะความขมขื่นแห่งการพ่ายแพ้! ไม่ใช่ครั้งเดียว หากแต่เป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

อดีตพ่อค้าแข้งที่ไม่ได้มีฝีเท้าโดดเด่นอะไร , จังหวะนรกของแฟนสาวที่ตั้งท้องตั้งแต่ตอนอายุ 20 , ต้องทำงานเสริมควบคู่กับการเล่นฟุตบอล , ทุ่มเทแรงกายให้กับ ไมนซ์ มาตลอดทั้งชีวิต ก่อนจะแขวนสตั๊ดไปอย่างเงียบๆ

สำหรับชีวิตของนักฟุตบอลคนหนึ่ง มันไม่ได้ถือว่าล้มเหลว แต่จะบอกว่าประสบความสำเร็จเลยเต็มๆ ก็คงไม่ได้ซะทีเดียว คล็อปป์ พูดเสมอว่า “ผมมีเท้าของนักฟุตบอลระดับ ดิวิชั่น 4 แต่มีสมองที่ดีเลิศสำหรับลีกสูงสุด”

สำหรับสายตาของคนนอกที่มองเห็นความยิ่งใหญ่คับโลกของ คล็อปป์ ในตอนนี้ มันอาจดูไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นเต็มๆ ในทุกๆ วินาที ทุกๆ ล้านความรู้สึกและเสียงนกเสียงกามากมายตลอดราวๆ 10 ปี – ชายวัยกลางคนในวันนั้นอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงหนักแน่นและมีศรัทธาในตัวของเขาเองอย่างเต็มที่

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครหน้าไหน จะทำกันได้ง่ายๆ

การเปิดหัวกับ ลิเวอร์พูล ด้วยรองแชมป์บอลถ้วย 2 รายการ , การแพ้นัดชิงใน แชมเปี้ยนส์ลีก 2 ครั้ง , การคว้ารองแชมป์ลีกด้วยการเก็บ 97 แต้ม อาจจะสำคัญต่อกุนซือ “เฮฟวี่เมทั่ล” แต่ในอีกมุม มันก็กลายเป็นแค่เรื่องขี้ประติ๋วเช่นกัน เมื่อเทียบกับชีวิต

นั่นทำให้ คล็อปป์ มีภูมิต้านทานที่ดี ฟุตบอลอาจเป็นสุดยอดกีฬาที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ แต่ก็เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์ เราทุกคนยังคงต้องตื่นในวันพรุ่งนี้ แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเสมอ จนกว่าจะสิ้นลมกันไปข้าง

บาดแผล จะสร้างคนให้แกร่งเหมือนสลักขึ้นจากไม้ เหมือนกับ คล็อปป์ ที่ก่อร่างสร้างตัวจากความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ สู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวดที่เขาต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล ความชอกช้ำที่เคยแชร์ประสบการณ์ร่วมกับแฟนๆ หงส์แดง ได้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ “หงส์แดง” พลิกกลับมาเป็นพระเอกในตอนท้ายของเรื่องอยู่เสมอ ตามสูตรสำเร็จของหนังส่วนใหญ่แบบเป๊ะๆ

เหมือนกับ ร็อคกี้ ที่แพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ใช้ความมุ่งมั่น ความกระหาย ใช้เครื่องมือเท่าที่จะมีในบ้าน ใช้เทือกไขไซบีเรีย และโรงน้ำแข็งเก่าๆ ต่อสู้กับวิทยาศาสตร์การกีฬาของคู่แข่งที่เหนือกว่า ครบเครื่องกว่า และคู่ชกที่ตัวใหญ่กว่า 3 เท่า

คล็อปป์ เคยกล่าวเอาไว้ตั้งแต่งานแถลงข่าวเปิดตัวกับ ลิเวอร์พูล ในวันแรกว่า “มันไม่สำคัญว่าคุณถูกจดจำอย่างไรตอนที่เดินเข้ามา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ คุณจะถูกจดจำอย่างไรเมื่อถึงวันที่เดินออกไปต่างหาก”

วันนั้นสำหรับ คล็อปป์ อาจจะยังไม่มาถึง แต่เท่าที่เป็นอยู่ในทุกๆ วันนี้ มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้ ลิเวอร์พูล บรรจุเขาขึ้นสู่การเป็นตำนานขึ้นหิ้งแห่งถิ่น เมอร์ซี่ไซต์ และจะเป็นรอยยิ้มมหัศจรรย์ของคน เยอรมัน ที่ “เดอะ ค็อป” จดจำไปตลอดกาล


และนี่ก็คือเรื่องราวของโคตรกุนซือที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงที่สุดในฤดูกาลนี้ เจอร์เกน คล็อปป์ พบกับการรีวิวประวัตินักเตะ โค้ช หรือ รีวิวเกมคาสิโน ใหม่ๆ ได้ก่อนที่เว็บนี้เท่านั้นนะครับ

อ่านข่าวลิเวอร์พลู อื่นๆ ที่น่าสนใจ ต่อได้เลย