สิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ ควรทำเมื่อ ฟาร์ฟ ไม่อยู่

เป็นเวลาเกือบสัปดาห์แล้วที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สั่งปลด ลูเซียง ฟาร์ฟ จากผลงานอันย่ำแย่ พ่ายแพ้ สตุ๊ตการ์ท 5-1 ซึ่งในตารางคะแนนทั้งสองอันดับไม่ต่างกันมาก และการวนเวียนอยู่ในอันดับ 3-4 ก็เป็นสถานการณ์ปกติ คล้ายกับหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา ในฐานะทีมใหญ่แห่งศึก บุนเดสลีกา ที่มี บาเยิร์น มิวนิค ผูกขาดแชมป์ขณะที่ทีมอื่นๆ ขับเคี่ยวแย่งพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก

การประกาศปลด ฟาร์ฟ อาจไม่เหนือคาดหมาย เมื่อความสำเร็จที่จับตองได้ยังไม่เป็นรูปร่าง ผลงานเป็นที่ยอมรับ ไปได้ แค่ไม่สุด และทิศทางต่อจากนี้ก็ยังเป็นปริศนา

มันคงไม่เป็นไรจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะ สตุ๊ตการ์ท เพิ่งกลับเลื่อนชั้นขึ้นมา เราอาจพูดได้ว่าพวกเขาเจอฝันร้าย 1 ฤดูกาลกับ ลีกา 2 เมื่อซีซั่นก่อน และการพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวคงไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของกุนซือสักคนได้ แต่มันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำงาน 2 ฤดูกาลที่เรายังพูดอะไรวกวนว่า “เสือเหลือง” เป็นทีมรวมดาวรุ่ง หรือทีมของแรง แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เช่นนั้นแล้วทิศทางต่อไปควรเป็นอย่างไร เมื่อ ฟาร์ฟ จากไป

 

ดอร์ทมุนด์ ควรให้โอกาส ฮาแลนด์ และ ซานโช

ฮาแลนด์ ยิงไปแล้ว 10 ประตูใน 13 เกม บุนเดสลีกา เป็นรองเพียง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (15 ประตู) แต่ประตูจำนวนมากนี้มาจาก 5 เกม แสดงถึงความสม่ำเสมอที่ยังขาดไป ขณะที่ ซานโช ซีซั่นนี้ยังฝืด

ต้องยอมรับว่า เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงขนานแท้หลังจากแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวที่นี่ เขาได้รับโอกาสจาก ฟาร์ฟ ผู้มีชื่อเสียงด้านการปั้นนักเตะเยาวชน แม้อันดับในตารางฤดูกาลนี้อาจร่วงหล่น แต่ดาวยิงนอร์วีเจี้ยนซัดไปแล้ว 10 ประตูจาก 13 เกมในลีกสูงสุดเมืองเบียร์ ดังนั้นคนที่มาใหม่ก็จำเป็นต้องศรัทธาในตัวเด็ก และต่อให้เขาจะเจอช่วงเวลาขาลงบ้างในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้ก็ต้องให้โอกาสอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับ จาดอน ซานโช

สำหรับ ซานโช เขาคือดาวรุ่งผู้กล้าหาญ เดินทางจากบ้านเกิดไปต่างแดน และตอนนี้ก็กำลังเผชิญความยากลำบาก ลงสนาม 11 เกม ยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลก่อนใน บุนเดสลีกา เขายิงไป 9 ประตู แม้มีจุดเด่นที่ดีทั้งยิงและจ่าย แต่การไม่ได้ยิงด้วยตัวเองก็บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง อาจเรียกได้ว่าขั้นตอนหนึ่งของการเติบโตในตัวแข้งวัย 20 ปี  และในฐานะดาวรุ่งที่มีมูลค่าสูง ทั้งคู่ควรต้องอยู่ต่อไป

 

ครองบอลและครองเกม

เมื่อแบ่งสนามเป็น 3 ส่วน 47 เปอร์เซ็นต์ของการครองบอลเกิดขึ้นในแดนกลาง ส่วนการจ่ายบอลตามช่องขึ้นหน้าที่กลางสนามมีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากจะขึ้นบอลริมเส้น ซ้ายและขวามากพอๆ กัน

สิ่งที่ท้าทายความสามารถของ ฟาร์ฟ มาตลอดระยะเวลาที่ ดอร์ทมุนด์ คือการทำให้ทีมชุดนี้เล่นบอลด้วยการเน้นครองเกม มีตัวเลขการครองบอลจำนวนมากไม่ได้ และยังมีจุดอ่อน ไม่ค่อยตั้งเกมจากแดนหลังขึ้นมาได้อย่างที่ควรจะเป็น หรือหากสามารถครองเกมได้ บอลจะติดอยู่กลางสนาม และแม้การครองบอลในการเจอทีมรองบ่อนจะเพิ่มขึ้น กลับมีปัญหาในการจบสกอร์ ส่วนหนึ่งมาจากการเล่นผิดฟอร์มของ ซานโช ในฤดูกาลนี้ก็เป็นไปได้

มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ ยังทนไม่ไหว และตั้งคำถามต่อหน้าสื่อถึงกุนซือชาวสวิสว่า โชคไม่ดีนักที่ต้องเล่นกันแบบเสี่ยงมาก ทั้งที่ผลตอบแทนอาจไม่สูง และต้อยอมรับตามตรงว่าแนวรับมีภาระหนัก ขณะที่ตัวรุกอย่าง มาร์โก รอยส์ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ รู้ว่าปัญหาอยู่ที่เกมรับย่ำแย่ และเป็นทีมครึ่งบนของตารางที่แพ้มากที่สุด เทียบเท่า เอาส์บวร์ก ไม่นับเกมล่าสุดที่พ่าย ยูเนี่ยน เบอร์ลิน ซึ่ง ฟาร์ฟ ไม่ได้อยู่คุมทีมแล้ว

 

แท็คติกและคาแร็คเตอร์

ฟาร์ฟ ในวัย 63 ปี มีความสามารถพอตัว แต่มีคาแร็คเตอร์ที่สงบเยือกเย็น น้อยครั้งจะเห็นเขาออกมากระตุ้นนักเตะ แก้ไขเวลาที่ทีมเสียสมดุลในสนาม

นอกจากตั้งคำถามกับงานของกุนซือคนก่อน ฮุมเมิ่ลส์ ยอมรับเบาๆ ว่าทีมชุดนี้คู่ควรกับฟุตบอลทรงคุณค่า ในฐานะที่รวบรวมเอาดาวรุ่งอนาคตไกลไว้มากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือคาแร็คเตอร์อันสุขุมลุ่มลึกของ ฟาร์ฟ มักไม่ช่วยกระตุ้นเร้าผู้เล่นที่ส่วนมากอายุไม่เกิน 24 ปี ตามนโยบายสโมสรปั้นเด็กไว้ขาย ไม่ปฏิเสธเงินก้อน ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามหากุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มีทั้งความมุ่งมั่น ดุดัน และแท็คติกที่ดี ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ดอร์ทมุนด์ ก็ดูเหมือนจะยังวกวน ไม่ได้ก้าวหน้าในฐานะแชมป์สักเท่าไร เป็นโจทย์ยากที่สโมสรต้องตามหาใครสักคนที่มีทั้งพลังงานและความกระตือรือร้น รวมถึงแท็คติกที่ดี แต่ก็ต้องตามหาต่อไป

ไม่มีเงินทุน ต้องเลือกแทงบอล 100ที่เว็บนี้เท่านั้น

 

ดอร์ทมุนด์ ต้องตามหากุนซือระดับแชมป์

ฟาร์ฟ พาทีมจบเป็นอันดับ 2 ติดต่อกัน 2 ฤดูกาล กับทีมที่มีองค์ประกอบชั้นยอด เต็มไปด้วยดาวรุ่ง แต่มีภาพลักษณ์ของโรงงานผลิตนักเตะที่สลัดไม่หลุด ไม่ใช่ทีมแชมป์ ทำให้เขาโดนไล่ออก

ด้วยข้อจำกัดเรื่องการเงิน และนโยบายให้โอกาสคน การว่าจ้างกุนซือระดับโลกในราคาสูงจึงอาจเป็นไปได้ยากที่บอร์ดบริหารจะพยักหน้าอนุญาตให้ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส (นามสมมติ) เข้ามาเป็นกุนซือ เป็นการยกตัวอย่าง เพราะอายุอานามของ ไฮย์เกส นั้นมากเกินไป หรือถ้าดูที่พอเป็นไปได้แบบมีดีกรีติดตัวและยังว่างงาน ธอร์สเท่น ฟิ้งค์ ก็ไม่แลวนัก แต่ก็เป็นการยกตัวอย่างเช่นกัน

มาร์โก โรเซ่ กุนซือกลัดบัค ตัวเต็งอันดับ 1 ที่คาดกันว่าจะมารับตำแหน่ง โดยในซีซั่นนี้ ดอร์ทมุนด์ อาจทนกัดฟันใช้ เอดิน แทร์ซิช ไปจนจบฤดูกาล และก้มหน้ายอมรับทุกอย่าง

หากสโมสรไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องประสบการณ์และรางวัลวี่รางวัล เหมือนที่ยอมให้โอกาสนักเตะดาวรุ่ง ก็มี มาร์โก โรเซ่ ที่กำลังตั้งเนื้อตั้งตัวกับ โบรุสเซีย มึนเล่นกลัดบัค เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เคยได้แชมป์ลีก ออสเตรียกับ ซัลส์บวร์ก หรืออาจไปสอย ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ถ้า อาร์บี ไลป์ซิก ไม่ว่าอะไร เพราะยังติดสัญญาอยู่ถึงปี 2023 โน่น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามหาคนที่ใช่ในเวลาวิกฤต มีปรัชญาร่วมกัน มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ กำลังเผชิญล้วนเกิดขึ้นกับอีกหลายทีมดังในยุโรป แต่ยิ่งช้านานก็ยิ่งยากลำบาก และหากยังไม่มีหัวเรือ ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นทีมแพแตกหรือสูญเสียคีย์แมนก็รอพวกเขาอยู่ไม่ไกล


ติดตาม อ่านข่าวบอล ที่น่าสนใจ พร้อมรีวิวเว็บ คาสิโนออนไลน์ ที่ดีที่สุด ในที่เว็บนี้เว็บเดียวเท่านั้น